ข้ามไปยังเนื้อหา
ศิลปะของการพักอ่าน 7 นาที

'การไม่ทำอะไรเลย' ก็คือการดูแลตัวเองรูปแบบหนึ่ง

The Art of Doing Nothing

ในวันที่อยากนอนซุกตัวบนโซฟา มองผ้าม่านพริ้วไปมาเฉยๆ แต่ในหัวกลับมีเสียงบอกว่าเรากำลังเสียเวลา บทความนี้ชวนวางความรู้สึกผิดนั้นลงสักครู่ แล้วมาดูกันว่าการพักแบบไร้แรงกดดัน ช่วยให้หัวใจได้ฟื้นฟูตัวเองจริงๆ ได้อย่างไร ☕️💤

บ่ายวันอาทิตย์ แดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านบางๆ ที่ปลิวขึ้นลงตามลม ชาในแก้วยังอุ่นอยู่ และเราก็นอนอยู่บนโซฟาตรงนั้นมาเกือบชั่วโมงแล้ว ไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่ได้ดูซีรีส์ ไม่ได้ทำอะไรเลย

แล้วเสียงเล็กๆ ในหัวก็ดังขึ้นมา "นี่เรากำลังเสียเวลาอยู่หรือเปล่า คนอื่นเขาไปออกกำลังกาย ไปเรียนคอร์สใหม่ ไปทำงานเสริมกันหมดแล้วนะ"

ถ้าคุณเคยได้ยินเสียงนี้ ซายน์อยากชวนให้ลองวางมันไว้ข้างๆ แก้วชาสักครู่ แล้วมาดูกันว่า การไม่ทำอะไรเลย ไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่เราคิด

ทำไมเราถึงรู้สึกผิด เวลาได้พัก

เราโตมากับโลกที่ชื่นชมความขยัน ตารางที่แน่นเอี้ยดถูกมองว่าเป็นความสำเร็จ และหน้าฟีดโซเชียลก็เต็มไปด้วยคนที่ดูเหมือนจะทำอะไรได้มากมายในวันเดียว ไม่แปลกเลยที่เราจะเผลอเอาคุณค่าของตัวเอง ไปผูกไว้กับจำนวนสิ่งที่ทำเสร็จ

ปัญหาคือ ความรู้สึกผิดนี้แอบขโมยประโยชน์ของการพักไปด้วย งานวิจัยของ Tonietto และคณะ (2021) พบว่า คนที่เชื่อว่าการพักผ่อนเป็นเรื่องสูญเปล่า มักสนุกกับเวลาว่างน้อยลง มีความสุขน้อยลง และมีแนวโน้มรู้สึกเครียด วิตกกังวล และซึมเศร้ามากกว่า พูดง่ายๆ คือ ร่างกายอาจได้พักแล้ว แต่ใจยังไม่ได้พักเลย เพราะมัวแต่ตำหนิตัวเองอยู่

ตอนที่เราอยู่เฉยๆ สมองไม่ได้อยู่เฉยๆ

ราวต้นทศวรรษ 2000 นักประสาทวิทยาพบว่าสมองมีเครือข่ายหนึ่งที่ทำงานคึกคักขึ้น ในตอนที่เราไม่ได้จดจ่อกับงานตรงหน้า เรียกว่า Default Mode Network หรือเครือข่ายโหมดพื้นฐาน มันทำงานตอนที่เราเหม่อมองหน้าต่าง ตอนนอนเล่น หรือตอนปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ

Immordino-Yang และคณะ (2012) ทบทวนงานวิจัยเรื่องนี้ไว้ในบทความชื่อ Rest Is Not Idleness หรือ "การพักไม่ใช่ความเกียจคร้าน" ว่าช่วงที่ใจได้หันกลับเข้าข้างใน คือช่วงที่เราเรียบเรียงความทรงจำ ทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายกับชีวิตเราอย่างไร ทบทวนความรู้สึกและความสัมพันธ์ และวาดภาพอนาคตของตัวเอง พวกเขายังเป็นห่วงด้วยว่า โลกที่เรียกร้องความสนใจจากเราตลอดเวลา อาจกำลังแย่งช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้ไป

นาฬิกาทรายที่ทรายด้านล่างค่อยๆ กลายเป็นดอกไม้เล็กๆ ผลิบาน
เวลาที่ใช้ไปกับการพัก ไม่ได้หายไปไหน มันกำลังค่อยๆ ผลิบานอยู่ข้างใน

ไอเดียดีๆ ที่ผุดขึ้นมาตอนอาบน้ำหรือตอนล้างจาน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียทีเดียว งานทดลองของ Baird และคณะ (2012) พบว่า คนที่ได้ทำกิจกรรมง่ายๆ ที่เปิดโอกาสให้ใจล่องลอยในช่วงพัก กลับมาคิดไอเดียสร้างสรรค์กับโจทย์เดิมได้ดีขึ้น มากกว่ากลุ่มที่ทำงานยากต่อ กลุ่มที่นั่งพักเฉยๆ และกลุ่มที่ไม่ได้พักเลย สิ่งที่ช่วยจึงไม่ใช่การบังคับตัวเองให้ "ว่าง" แต่คือ การปล่อยให้ใจได้เดินเล่น ระหว่างทำอะไรเบาๆ

การพักไม่ใช่รางวัลที่ต้องรอให้งานเสร็จก่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

ผ้าม่านพริ้วๆ ทำไมมองแล้วใจสงบ

นักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม Rachel และ Stephen Kaplan เสนอทฤษฎีการฟื้นฟูความใส่ใจ (Attention Restoration Theory) ไว้ในปี 1989 ว่า ความใส่ใจแบบตั้งใจ (Directed Attention) ที่เราใช้ทำงาน อ่านอีเมล หรือขับรถ เป็นทรัพยากรที่เหนื่อยล้าได้ และจะฟื้นตัวได้ดีเมื่อเราได้อยู่กับสิ่งที่ดึงดูดใจแบบนุ่มนวล ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Soft Fascination เช่น เมฆที่ลอยผ่าน ใบไม้ที่ไหวตามลม หรือสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ

ผ้าม่านที่พริ้วตามลม ไอชาที่ลอยขึ้นจากแก้ว เปลวเทียนที่โยกช้าๆ หรือแมวที่นอนหายใจขึ้นลง ก็ทำงานคล้ายๆ กัน มันน่ามองพอให้สายตามีที่พัก แต่ไม่เรียกร้องให้เราต้องคิด ต้องตอบ หรือต้องตัดสินใจอะไรเลย

ดังนั้นตอนที่คุณนอนมองผ้าม่านเฉยๆ คุณไม่ได้ว่างงานหรอกนะคะ คุณกำลังซ่อมแซมความใส่ใจของตัวเองอยู่ต่างหาก

ไม่ทำอะไรแบบไหน ที่ใจได้พักจริงๆ

แต่ "การไม่ทำอะไร" บางแบบก็ไม่ได้ช่วยให้ได้พักเท่าไหร่ ตัวอย่างที่คุ้นที่สุดคือการไถมือถือไปเรื่อยๆ ซึ่งดูเหมือนพัก แต่จริงๆ แล้วสายตาและสมองยังต้องรับข้อมูลใหม่อยู่ตลอด แถมบางครั้งยังพาเราไปเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอีกด้วย

ชาวดัตช์มีคำว่า Niksen (นิกเซิน) หมายถึงการทำอะไรสักอย่างโดยไม่มีจุดประสงค์ เช่น นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือฟังเสียงฝนเฉยๆ ซึ่งใกล้เคียงกับสิ่งที่ซายน์อยากชวนทำมากที่สุด ลองสังเกตดูจากสี่ข้อนี้นะคะ

  • ไม่มีเป้าหมาย ไม่ได้ทำเพื่อให้เสร็จ และไม่ได้ทำเพื่อให้ได้อะไรกลับมา
  • สิ่งเร้าน้อย แสงไม่จ้า เสียงไม่ดัง ไม่มีการแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
  • ร่างกายสบาย ได้นั่งหรือนอนในท่าที่ผ่อนคลายจริงๆ
  • ไม่ตัดสินตัวเอง ถ้าความคิดว่า "ขี้เกียจ" โผล่ขึ้นมา ก็แค่เห็นมัน แล้วปล่อยให้มันลอยผ่านไปเหมือนเมฆ

พักด้วยกันตรงนี้ก็ได้

นั่งเฉยๆ ด้วยกันสักครู่

เลือกเวลาที่สบายใจ แล้วปล่อยให้สายตาพักอยู่กับผ้าม่านตรงนี้

เมื่อเสียงในหัวยังบอกว่า "ขี้เกียจ"

Kristin Neff นักจิตวิทยาผู้ศึกษาเรื่อง Self-Compassion หรือความเมตตาต่อตัวเอง ชวนให้เราลองพูดกับตัวเองแบบเดียวกับที่พูดกับเพื่อนที่เรารัก ถ้าเพื่อนสนิทบอกว่าเหนื่อยมากทั้งสัปดาห์และอยากนอนเฉยๆ ทั้งวัน เราคงไม่ตำหนิเขาว่าขี้เกียจ แต่คงบอกว่า "พักเถอะ เธอสมควรได้พักนะ"

ลองเก็บประโยคเหล่านี้ไว้ใช้ในวันที่เสียงในหัวดังเกินไปนะคะ

  • การพักคือส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่รางวัลหลังงาน
  • ร่างกายของฉันไม่ใช่เครื่องจักร และหัวใจของฉันก็เช่นกัน
  • นักกีฬายังต้องมีวันพัก เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ซ่อมแซมตัวเอง
  • วันนี้ฉันเลือกพัก เพื่อให้พรุ่งนี้มีแรงใจ

เมื่อความไม่อยากทำอะไร อาจเป็นสัญญาณที่ควรฟัง

การพักที่พูดถึงในบทความนี้ คือการพักที่เราเลือกเอง และทำให้รู้สึกเบาขึ้น แต่ถ้าความไม่อยากทำอะไรลากยาวเป็นสัปดาห์ เบื่อแม้แต่สิ่งที่เคยชอบ รู้สึกว่างเปล่า นอนมากหรือน้อยผิดปกติ หรือยังหมดแรงแม้จะได้พักแล้ว นั่นอาจไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะหมดไฟหรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งควรได้รับการดูแลอย่างอ่อนโยนจากผู้เชี่ยวชาญ

คุณโทรคุยกับ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาใกล้บ้านได้เสมอ การขอความช่วยเหลือก็เป็นการดูแลตัวเองอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกันค่ะ

ที่ MindHomebody เราไม่เคยนับว่าคุณทำอะไรได้มากแค่ไหนในหนึ่งวัน บนโซฟาตัวนี้ คุณไม่ต้องมีประโยชน์ ไม่ต้องเก่ง และไม่ต้องรีบ ถ้าวันนี้อยากนอนมองผ้าม่านพริ้วๆ ก็มองได้เต็มที่เลยนะคะ ซายน์จะชงชาไว้รอ

ซายน์

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม
  1. Tonietto, G. N., Malkoc, S. A., Reczek, R. W., & Norton, M. I. (2021). Viewing leisure as wasteful undermines enjoyment. Journal of Experimental Social Psychology, 97, 104198.
  2. Raichle, M. E., et al. (2001). A default mode of brain function. Proceedings of the National Academy of Sciences, 98(2), 676–682.
  3. Immordino-Yang, M. H., Christodoulou, J. A., & Singh, V. (2012). Rest is not idleness: Implications of the brain's default mode for human development and education. Perspectives on Psychological Science, 7(4), 352–364.
  4. Baird, B., Smallwood, J., Mrazek, M. D., Kam, J. W. Y., Franklin, M. S., & Schooler, J. W. (2012). Inspired by distraction: Mind wandering facilitates creative incubation. Psychological Science, 23(10), 1117–1122.
  5. Kaplan, R., & Kaplan, S. (1989). The Experience of Nature: A Psychological Perspective. Cambridge University Press.
  6. Neff, K. (2011). Self-Compassion: The Proven Power of Being Kind to Yourself. William Morrow.

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อชวนสำรวจและดูแลใจตัวเอง ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา ถ้ารู้สึกไม่ไหว โทร 1323 สายด่วนสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ